วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

ย้ายถิ่น บทความ Keizo Yamawaki

นโยบายของญี่ปุ่นระดับชาติและระดับท้องถิ่นเพื่อการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน:
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
โดย ศ. เคอิโซ ยามาวากิ
ภาควิชาญี่ปุ่น-โลกศึกษา  มหาวิทยาลัยเมจิ โตเกียว
จุฬาฯ  2 มีนาคม 2554

(แปลจากเอกสารประกอบการประชุม)

ศ.เคอิโซ ยามาวากิ ได้รับปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว และปริญญาโทสาขากิจนานาชาติ (International Affairs) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  หลังจากทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของ UNDP ในประเทศคอสตาริกา เขาได้รับทุนเป็นนักวิจัยประจำอยู่ที่สถาบันสันติศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยเมจิ (PRIME) โตเกียว  จากนั้น เขาได้ร่วมในคณาจารย์ของภาควิชาพาณิชย์ ที่มหาวิทยาลัยเมจิ และเริ่มสอนที่ภาควิชาญี่ปุ่น-โลกศึกษา  ในเมษายน 2008

หัวข้อวิจัยหนึ่งของเขา คือ การบูรณาการนโยบายควบคุมคนเข้าเมืองกับการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน  เขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการว่าด้วยนโยบายควบคุมคนเข้าเมือง ภายใต้กระทรวงยุติธรรม การศึกษา และการต่างประเทศ  ตำแหน่งที่เขาเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด คือ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน ภายใต้กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร ซึ่งได้พิมพ์เผยแพร่รายงานใน มีนาคม 2006   รายงานนี้ เป็นรายงานฉบับแรกของรัฐบาลญี่ปุ่น ในการเริ่มจัดการกับประเด็นการบูรณาการการควบคุมคนเข้าเมือง   นอกจากนี้ เขายังได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและรัฐบาลท้องถิ่น  และเป็นประธานคณะกรรมการว่าด้วยการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน ที่จัดตั้งขึ้นในจังหวัดไอชิ กุนมา และมิยากิ

อีเมล์: yamawaki_keizo@yahoo.co.jp

(แปลจากบทความหนึ่งในสามที่แจกประกอบการประชุม เป็นบทความที่ ศ. ยามาวากิ นำเสนอในที่ประชุม ครั้งที่ 12 เรื่องมหานครสากล ที่มหาวิทยาลัยโมนาช เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ในฤดูร้อน 2008)

คนต่างชาติที่อาศัยในญี่ปุ่น
            ในปลายปี 2006 สถิติชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนในญี่ปุ่นถึงขีดสูงสุด คือ 2 ล้านกว่าคน คิดเป็น 1.8% ของประชากรทั้งหมด  แม้ว่าตัวเลขนี้จะเพียงนิดเดียวเมื่อเทียบกับในประเทศตะวันตก อัตราการเพิ่มนี้ เป็นเรื่องที่น่าพิเคราะห์ เพราะว่ามันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มวลประชากรญี่ปุ่นลดจำนวนลง ถึงจุดต่ำสุดในปี 2004
            ถ้าเราแยกสถานภาพการอยู่อาศัยสถิติข้างต้น จะพบว่า กว่า 800,000 คนเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร  ในอีกส่วนที่ไม่อยู่ถาวร เป็น อาศัยอยู่ระยะยาว และพวกที่จัดในประเภท บุคร-ภรรยา-สามี ของผู้อยู่อาศัยถาวร  คนเหล่านี้รวมเป็น 2 ใน 3 ของประชากรต่างชาติทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกกระทบโดยข้อจำกัดทางกฎหมาย ในกิจกรรมที่พวกเขาประกอบอยู่ นั่นคือ แท้จริง เป็นคนย้ายถิ่นเข้าเมือง
            ชาวต่างชาติผู้อยู่อาศัยในญี่ปุ่น กระจุกตัวอยู่ในบริเวณ Kanto, Tokai และ Kansai (ทั้งหมดอยู่ที่ชายฝั่งแปซิฟิคของเกาะหลัก คือ ฮอนชู)  จากการแยกสถิติตามจังหวัด พบว่า โตเกียวติดอันดับหนึ่ง มีถึง 17.5% ของชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนในญี่ปุ่น (365,000 คน) ตามด้วย จังหวัดโอซากา ไอชิ คานากาวา และ ไซตะมะ   ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ 47 จังหวัด  70% ของชาวต่างชาติ กระจายตัวอาศัยอยู่ใน 10 จังหวัด  ในแง่สัดส่วนชาวต่างชาติต่อประชากรในท้องที่ โตเกียวนำหน้า 3% ตามด้วยจังหวัด ในบริเวณ Tokai เช่น ไอชิ มิเอะ ชิสุกา และ กิฟู ซึ่งมีผู้อาศัยต่างชาติรวมมากกว่า 2%  นอกจากนี้ มีจังหวัดในบริเวณ Kyushu และ Tohoku ที่ประชากรผู้อาศัยต่างชาติรวมน้อยกว่า 1% ของประชากรทั้งหมดในท้องถิ่น
            เมื่อวิเคราะห์ในระดับเทศบาล จะเห็นความแตกต่างชัดขึ้น  ในเมือง Oizumi ในจังหวัด กุนมา มีผู้อาศัยต่างชาติถึง 16% ของประชากรท้องถิ่น ในขณะที่ยังมีเมืองใหญ่ เมืองน้อย และหมู่บ้านมากมายที่มีผู้อาศัยต่างชาติน้อยกว่า 1%
            หากวิเคราะห์ในแง่สัญชาตืของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น จะเห็นการกระจายที่ค่อนไปทางสัญชาติเกาหลีที่กระจุกตัวในบริเวณ Kansai และสัญชาตืบราซิล ในบริเวณ Tokai    ในเขตเทศบาลที่มีอัตราการเพิ่มของชาวต่างชาติสูงส่วนใหญ่มีสัญชาติบราซิล--ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ได้ประสบปัญหาการเข้าถึงการศึกษา การงาน การดูแลสุขภาพ และดำรงชีพในชุมชน  ปัญหาหนักเป็นพิเศษคือการศึกษาในโรงเรียน  มีการประเมินว่า เด็กในวัยเรียนกว่าหลายพันราย ไม่มีโอกาสเรียนในสถ่นศึกษาเลย  สาเหตุคือ พ่อแม่ชาวต่างชาติ ไม่อยู่ในภาคบังคับให้ส่งลูกเข้าเรียน และพ่อแม่หลายคน ก็ประสบความไม่มั่นคงในการงาน

นโยบายบูรณาการของญี่ปุ่น?
            ในญี่ปุ่น คำว่า บูรณาการ” (integration) ยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับนโยบาย  คำนี้ปรากฎขึ้น ในรายงานฉบับที่สองของสภาส่งเสริมการปฏิรูประบบควบคุม (Council for the Promotion of Regulatory Reform) (ธันวาคม 2005) ซึ่งคงเป็นครั้งแรกที่มีคำนี้ถูกใช้ในเอกสารทางการของรัฐบาล
            เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมนโยบายบูรณาการทางสังคม เพื่อชักจูงให้ พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับสังคมญี่ปุ่น ในขณะที่มีการใช้มาตรการควบคุม  ในข้อความเชิงอรรถ มีการชี้แจงเพิ่มเติม ในกรณีนี้ การบูรณาการทางสังคม หมายถึงการยอมรับสิทธิในการดำรงชีพในบริบทของสังคม-เศรษฐกิจของประเทศต่างแดน โดยรวม สิทธิมนุษยชน และพื้นเพเชิงวัฒนธรรมและสังคมของชาวต่างชาติและครอบครัวของพวกเขา ในขณะเดียวกัน ก็สร้างหลักประกันควบคุม ให้พวกเขาปฏิบัติตามพันธะหน้าที่
            นโยบายต่างๆ ต่อชาวต่างชาติและผู้อพยพ โดยทั่วไป ประกอบด้วยนโยบายการตรวจคนเข้าเมือง และนโยบายการบูรณาการ/ผนวกรวม  แต่ในญี่ปุ่น มันหมายถึงแค่การตรวจคนเข้าเมือง (กฎหมายควบคุมผู้อพยพและผู้ลี้ภัย และกฎหมายการลงทะเบียนคนต่างด้าว) ส่วนนโยบายบูรณาการ ได้รับความสนใจน้อยมากจนเมื่อเร็วๆ นี้  ที่เป็นเช่นนี้ เพราะจำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยในญี่ปุ่นยังน้อย และส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี (เข้ามาในยุคที่เกาหลียังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น) จนถึงทศวรรษ 1980  ดังนั้น ความคิดเรื่องบูรณาการจึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่น  พวกเขาเพิ่งเริ่มสนใจเรื่องนี้  ในขณะที่กระทรวงยุติธรรม ที่ดูแลนโยบายการตรวจคนเข้าเมือง ก็ยังไม่มีกลไกหรือหน่วยงานรัฐบาลชัดเจน ที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบูรณาการทางสังคมโดยรวม
            แต่ในระดับรัฐบาลท้องถิ่น มีความก้าวหน้าเกิดขึ้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ในการผลักันนโยบายบูรณาการทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยในท้องที่ (ชาวบ้านต่างชาติ)

นโยบายเชิงสังคมของรัฐบาลท้องถิ่นต่อชาวบ้านต่างชาติ
                รัฐบาลปกครองท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางนโยบาย เกี่ยวเนื่องกับชาวบ้านต่างชาติ จะแยกได้เป็น 2 ประเภท  กลุ่มแรกใช้วิธีต่อท้ายกับนโยบายสิทธิมนุษยชน (ที่พวกเขาได้ผลักดันตั้งแต่ 1970 มรบริเวณ Kansai ซึ่งมีชาวบ้านต่างชาติอาศัยเป็นจำนวนมาก) และกลุ่มสอง ใช้วิธีต่อท้ายนโยบายเคลื่อนสู่ความเป็นนานาชาติ หรือ internationalization (ที่เห็นได้ในบริเวณ Tokai ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ที่มีคนสัญชาติบราซิลอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก)
            ตั้งแต่ช่วปี 2000 รัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากขึ้น ได้เดินหน้าข้ามพ้นนโยบายสิทธิมนุษยชนและการเคลื่อนสู่ความเป็นนานาชาติ ด้วยการวางนโยบายอย่างเป็นระบบรอบๆ กรอบคิดหลัก tabunka kyosai (การสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน  multicultural community building)   จากปี 2005 เป็นต้นมา บางรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้ ได้เริ่มกำหนดแนงทางหรือแผนสำหรับส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน   ในกรกฎาคม 2007 จังหวัดมิยากิ ได้ออกกฎหมายส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน นับว่าเป็นฉบับแรกในญี่ปุ่น
            รัฐบาลท้องถิ่นในฝ่ายแนวทางขับเคลื่อนสู่ความเป็นนานาชาติ มีความเข้มแข็งในการสร้างเครือข่าย เช่น สภาเทศบาลที่มีชาวบ้านต่างชาติเป็นจำนวนมาก และสภาเพื่อส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน   ด้วยกลไกสภาดังกล่าว พวกเขาได้แลกเปลี่ยข้อมูล และนำเสนอร่างนโยบายต่อรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อการกำหนดกรอบการวางนโยบายบ฿รณาการทางสังคม

นโยบายบูรณาการทางสังคมของรัฐบาลแห่งชาติ
            กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร (MIC) ในฐานะเป็นผู้ดูแลการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตอบรับความก้าวหน้าในการพัฒนานโยบายเพื่อชาวบ้านต่างชาติโดยรัฐบาลท้องที่ ด้วยการก่อตั้งคณะกรรมการเพื่อการส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน ในมิถุนายน 2005  หน่วยงานนี้ได้รวบรวมข้อมูลและตัวอย่างมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับชาวบ้านต่างชาติที่รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้กำหนดขึ้น และส่งเป็นรายงานใน มีนาคม 2006   รายงานฉบับนี้ ได้กลายเป็นพื้นฐานสำหรับ MIC ในการวางแผนส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน ซึ่งบัญญัติในเดือนเดียวกัน  ในแผนดังกล่าว ได้ขอให้ทุกจังหวัดและเมืองใหญ่ วางแนวทาง หรือแผนเพื่อส่งเสริมการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน   รัฐบาลจังหวัดหลายแห่งกำลังทำการกำหนดแนวทางหรือแผนดังกล่าว
            รายงานของ คณะกรรมการของ MIC ถูกนำสู่การอภิปรายในเมษายน โดยเสาหลักของรีฐบาลกลาง นั่นคือ สภานโยบายเศรษฐกิจและการเงินแผ่นดิน  หลังจากที่นายกรัฐมนตรี Koizumi Junichiro ได้ชี้ว่า จำเป็นต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าสำหรับชาวต่างชาติ ด้วยการสนับสนุนจากประธานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี Abe Shinzo การศึกษาระดับกลางในประเด็นชาวบ้านต่างชาติ ก็ได้เริ่มขึ้น
            ในธันวาคม 2006 มาตรการที่ครอบคลุมเกี่ยวกับชาวบ้านต่างชาติ ก็ได้ถูกกำหนด ขึ้น และมีการกล่าวอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องทำงานในภาคส่วนต่างๆ เช่น  การสร้างชุมชนท้องถิ่นที่สะดวกต่ดการอยู่อาศัยสำหรับชาวต่างชาติ  การศึกษาสำหรับลูกชาวต่างชาติ ปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานสำหรับชาวต่างชาติ ระบบประกันสังคม และการทบทวนระบบการลงทะเบียนของชาวบ้านต่างชาติ
            คำสำคัญในการกำหนดนโยบายสำหรับชาวบ้านต่างชาติ ทั้งในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและ MIC คือ tabunka kyosai   คำศัพท์ใหม่นี้ ยากที่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ   คำนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกโดยกลุ่มประชาสังคมในกลางทศวรรษ 1990  ต่อมาได้แพร่ออกไปยังรัฐบาลท้องถิ่น และตอนนี้ก็ได้ถูกใช้ในระดับชาติ  กรอบคิดสำหรับนโยบาย tabunka kyosai   ดังที่นิยามโดยคณะกรรมการของ MIC เปรียบได้กับนโยบายบูรณาการที่ส่งเสริมโดย European Union เมื่อเร็วๆ นี้  แม้ว่า tabunka kyosai   จะเทียบเท่าคำว่า multiculturalism (ลัทธิวัฒนธรรมเชิงซ้อน)  มันไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับนโยบายวัฒนธรรมเชิงซ้อนของแคนาดาและออสเตรเลีย

ความท้าทายข้างหน้า
            ประการแรก คือ รัฐบาลแห่งชาติ  รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกลไกที่จะบูรณาการและประสานนโยบายในกระทรวงและหน่วยงานรัฐต่างๆ พร้อมทั้งวางหลักพื้นฐานสำหรับการบูรณาการทางสังคม  และยังมีความจำเป็นที่ต้องกำหนดนโยบายให้การศึกษาภาษาญี่ปุ่นแก่ชาวบ้านต่างชาติ  ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลควรมีจุดยืนที่ชัดเจนต่อการศึกษาของลูกๆ ชาวต่างชาติ และกำหนดแนวทางพื้นฐานร่วมกับการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ด้วย   ในขณะที่ ประเด็น คนทำงานที่ยากจน ได้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชนมากขึ้น  การปรับปรุงเงื่อนขารทำงานของลูกจ้างชั่วคราว ก็เป็นภาระกิจสำคัญสำหรับ ครม ด้วย   คนงานต่างชาติจำนวนมากในโรงงานอุตสาหกรรม ถูกว้าจ้างทางอ้อม แบบมีพันธสัญญา หรือรับเหมาคนงาน   คนงานเหล่านี้ได้สัญญาระยะสั้น ทำงานที่ไม่มั่นคง  จึงต้องมีมาตรการปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานเหล่านี้   ในส่วนของการปฏิรูประบบการลงทะเบียนสำหรับชาวบ้านต่างชาติ พร้อมกับการรวบรวมข้อมูลการลงทะเบียนที่ถูกต้อง จำเป็นที่เทศบาลจะให้บริการและมีช่องทางที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวบ้านต่างชาติได้ลงทะเบียนถูกต้อง
            ประการที่สอง รัฐบาลท้องถิ่นก็กำลังเผชิญปัญหาใหม่เช่นกัน  จังหวัดและเมืองใหญ่เพิ่มมากขึ้น ได้มีแนวทางหรือแผนเพื่อวางนโยบายเกี่ยวกับคนต่างชาติ และก็ได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อจัดการกับประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน   ภาระกิจของพวกเขาตอนนี้ จึงควรพัฒนาความสัมพันธ์ให้มากขึ้น กับองค์กรเอกชนที่ไม่ทำกำไร (NPO)  รวมทั้ง กลุ่มและองค์กรที่เอื้อให้ชาวต่างชาติช่วยเหลือกันเอง    การร่วมมือกับโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน  จะเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ หากโรงเรียนเป็นฐานการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน  กล่าวโดยสรุป จำเป็นที่รัฐบาลท้องถิ่นจะต้องส่งเสริมการพึ่งตนเอง   การมีส่วนร่วมของชาวบ้านต่างชาติ  และพยายามชี้แจงให้ชาวบ้านญี่ปุ่นเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน ควบคู่ไปกับการให้ความสนับสนุนต่อชาวบ้านต่างชาติ
            ประการที่สาม บทบาทของ NPO ก็มีความสำคัญยิ่ง  เพราะพวกเขาทำงานใกล้ชิดกับประชาชน  องค์กรเหล่านี้จึงเหมาะสมที่สุดกับภาระกิจส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างชาวบ้านในระดับรากหญ้า   ข้อท้าทายสำหรับพวกเขา ประการแรก คือ การพัฒนาความสัมพันธ์และกลไกปฏิบัติการร่วมกันกับรัฐบาลท้องถิ่น  ประการที่สอง  NPO ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนญี่ปุ่น  มีไม่กี่แห่งที่มีสมาชิกที่เป็นชาวบ้านต่างชาติ หรือดำเนินการโดยชาวบ้านต่างชาติ  คำถามสำคัญ คือ ตั้งแต่นี้ต่อไป ชาวบ้านต่างชาติจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมพลเรือนเช่นนี้ได้ขนาดไหน  นอกจากนี้ ในทำนองเดียวกับรัฐบาลท้องถิ่น  NPO ก็ถูกคาดหวังให้ทำงานด้านสร้างเครือข่ายกับกลุ่มอื่นๆ ในบริเวณอื่นๆ รวมทั้งนำเสนอร่างนโยบายที่สะท้อนความเห็นของพลเมิองของตน ต่อรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลชาติ
            ในที่สุด องค์กรธุรกิจก็เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมการบูรณาการทางสังคม  มีหลายบริษัทใหญ่ๆ ส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้จ้างชาวต่างชาติโดยตรง แต่จ้างโดยอ้อมจากการใช้บริการรับเหมาช่วงคนงาน ซึ่งมีคนต่างชาติ  พวกเขาไม่ค่อยสนใจในเรื่องที่จำนวนคนงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในชุมชนท้องถิ่น  ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำวิพากษ์วารณ์ในสาธารณะต่อความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ   ภาคธุรกิจไม่เพียงแต่ต้องทำตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับแรงงานเท่านั้น เช่น การเข้าระบบประกันสังคม และการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ แต่ยังรวมถึงการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่น และ NPO ในการดำเนินโครงการเพื่อสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน  การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการส่งเสริมโครงการท้องถิ่นเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์มากเช่นกัน

ย้ายถิ่น นโยบายจากล่างขึ้นบน-ญี่ปุ่น


ชุดเสวนาแลกเปลี่ยนนานาชาติ[i]
“เรียนรู้จากเพื่อนบ้าน เพื่อปรับปรุงตัวเอง”
ครั้งที่ 2
บทเรียนจากญี่ปุ่น:
จากมาตรการควบคุม สู่การมีชีวิตร่วมกันท่ามกลางนานาวัฒนธรรม
กระแสโลกาภิวัตน์กับการย้ายถิ่น
โดย
Prof. Keizo Yamawaki
Center for Japanese-Global Studies, Meiji University, Tokyo
March 2, 2011


เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลญี่ปุ่น ได้บูรณาการนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองให้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น  การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นผลจากการผลักดันของภาคประชาสังคมญี่ปุ่น ที่องค์การปกครองส่วนท้องที่ (อปท) บางจังหวัดได้เริ่มขานรับ และค่อยๆ แผ่ขยายจนเป็นกระแสที่รัฐบาลชาติยอมรับในระดับนโยบายถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างชุมชนวัฒนธรรมเชิงซ้อน เพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ได้กระทบโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น
                ปัจจัยของความสำเร็จในการผลักดันนโยบายสาธารณะนี้ ไม่เพียงแต่อาศัยความเพียรพยายามของภาคประชาสังคมในการรณรงค์ต่อสู้มากว่า 30 ปีเท่านั้น แต่อยู่ที่การปรับกระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายในระดับต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ การประมวลสถานการณ์และข้อเรียกร้องเป็นรายงานสู่สื่อสาธารณะและภาครัฐ  จนในที่สุดรัฐบาลชาติยอมรับว่ามีความชอบธรรมและนำไปใช้กำหนดนโยบายได้  ในการรณรงค์อันยาวนานนี้ ศาสตราจารย์ Keizo Yamawaki เป็นนักวิชาการที่มีส่วนร่วมในการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการในประเด็นนี้ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ ศาสตราจารย์ Yamawaki ได้มาบรรยายให้ความรู้ มีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขเชิงนโยบายแรงงานต่างชาติในประเทศไทย

....................

ภาพรวมการย้ายถิ่น: จากโลกถึงญี่ปุ่น

ประชากรอพยพย้ายถิ่น ได้เพิ่มขึ้นจาก 156 ล้านคน ในปี 1990 เป็น 214 ล้านคนในปัจจุบัน นั่นคือ 3.1% ของประชากรโลกทุกวันนี้ เป็นประชากรที่ลื่นไหล เดินทางข้ามพรมแดน ไปทั่วโลก การกระจายตัวของมวลประชากรอพยพ ส่วนใหญ่มุ่งไปกลุ่มประเทศอาหรับ เช่น Qatar (87%), UEA (70%), Jordan (46%) และ สิงคโปร์ (40%)
ในบริบทนี้ อัตราส่วนชาวต่างชาติต่อชาวญี่ปุ่นนับว่ายังต่ำ คือ 1.7% แต่ปริมาณของชาวต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงจุดสูงสุด สองล้านคนในปี 2005    ที่น่าสังเกต คือ เป็นปีเดียวกันกับที่ปริมาณประชากรญี่ปุ่นในวัยทำงานเริ่มลดลง ในขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น เป็น 23% ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด
คำถามที่ท้าทายเชิงนโยบายชาติ คือ ญี่ปุ่นจะรับมือกับปี 2050 อย่างไร เมื่อประชากรสูงวัย (อายุสูงกว่า 65 ปี) เพิ่มเป็น 40% ของประชากรญี่ปุ่น  ทางออกทางหนึ่ง คือ ปรับแก้นโยบายการควบคุมคนเข้าเมือง  นี่เป็นจุดที่รัฐบาลชาติเริ่มเปิดใจรับฟังข้อเสนอจากภาคประชาสังคม

สถานการณ์ชาวต่างชาติในญี่ปุ่น

จากสถิติเมื่อธันวาคม 2009 ชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนมี 2,186,121 คน หรือ 1.7% ของประชากรทั้งหมด  แต่ในความเป็นจริง นี่คือสถิติของคนอพยพย้ายถิ่นสู่ญี่ปุ่น
                เมื่อแยกตามสัญชาติ จำนวนสูงสุดคือ จีน และเกาหลี ตามด้วยฟิลิปปินส์   ตาม พรบ การควบคุมคนเข้าเมือง (Immigration Control Act) คนเหล่านี้เป็นผู้มาอาศัย (Residence) แต่ในความเป็นจริง สองในสาม หรือ 943,000 คน เป็นคนที่อาศัยอยู่นานกว่า 3 ปี ในฐานะบุตรหรือภรรยาของชายญี่ปุ่น หรือชาวต่างชาติที่ได้สัญชาติญี่ปุ่น   แต่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยยอมรับว่า คนเหล่านี้ เป็นผู้อพยพ (immigrants)   ทั้งๆ ที่ครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้ (415,098) อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียว

                ชาวต่างชาติอยู่ที่ไหน

ในเมือง โออิซูมิ (Oizumi) ของจังหวัด Gunma  มีชาวต่างชาติมากที่สุด ถึง 15% ของประชากรท้องถิ่น  ตามด้วย ชินจูกุ (Shinjuku) 12%
                จากการวิเคราะห์ อัตราการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมและสัญชาติ ปรากฏว่ามีเพิ่มขึ้นเป็น 5%  ส่วนผู้อาศัยเกินเวลาที่ได้รับอนุญาต มีถึง 91,778 คน  ส่วนใหญ่เป็นคนสัญชาติเกาหลี จีน และฟิลิปปินส์ 
เยาวชนที่เป็นลูกหลานของชาวต่างชาติ มีมากกว่า 100,000 คน  ในบรรดาเด็กที่ได้รับการศึกษา  70% ได้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลของญี่ปุ่น และอีก 30% เข้าโรงเรียนสำหรับเยาวชนต่างชาติ  แต่ยังมีเด็กอีกหลายพันคน ที่ไม่ได้รับการศึกษา

ย้อนรอยปฏิสัมพันธ์การเรียกร้อง การรณรงค์ และการดำเนินนโยบายสาธารณะ

                1970s
ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีลูกหลานชาวเกาหลีอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมือง คาวาซากิ และโอซากา    ชาวเกาหลีอพยพรุ่นที่ 2 ในสองเมืองนี้ ได้เริ่มเรียกร้องเงินช่วยเหลือสำหรับเลี้ยงลูกและที่อยู่อาศัย (child allowance and municipal housing) ในทศวรรษ 1970  และในที่สุด รัฐบาลท้องถิ่น (เทศบาลปกครองสองเมืองนี้) จึงตัดสินใจขานรับและให้สิทธิ์ดังกล่าว
                ในขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ให้สัตยาบันในสองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในช่วง 1980s  รัฐบาลกลางจึงเริ่มให้ความสนใจปรับเปลี่ยนนโยบาย ตามตัวอย่างที่ริเริ่มโดยองค์การปกครองท้องที่ทั้งสอง
                ในกรณีนี้ ความชอบธรรม ที่อปท ยกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์อันพึงได้ในการยังชีพของชาวเกาหลีกลุ่มนี้ พวกเขาอพยพเข้ามาญี่ปุ่นก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะปะทุขึ้นมา พวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น และลูกหลานของพวกเขาจึงพึงได้รับและเข้าถึงบริการสาธารณะด้วย  พวกเขาได้ก่อตั้งสมาคมของตน  ซึ่งมีความเข้มแข็งและตื่นตัวในการเมืองท้องถิ่น

                1980s
ในช่วง 1970s  ญี่ปุ่นเร่งการผลิตภาคอุตสากรรมทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนญี่ปุ่นทะยานขึ้นเป็นผู้นำของเศรษฐกิจโลก และได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดในปี 1979  ญี่ปุ่นได้กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดในเวทีโลก
                รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เริ่มเปิดรับชาวต่างชาติ  ในเวลาเดียวกัน ผู้อพยพชาวอินโดจีนก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นในปี 1978  อันเนื่องจากสงครามเวียตนาม  ในปี 1983 รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนรับนักศึกษานานาชาติ 100,000 คน ทำให้มีการทะลักเข้ามาของคนงานต่างชาติตามมาด้วยตลอดทศวรรษ 1980s  ในที่สุด เอ็นจีโอก็เริ่มปฏิบัติการในปลายทศวรรษ 1980s เมื่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้น

                1990s
ในปี 1989 มีการทบทวน พรบ การควบคุมคนเข้าเมือง สาเหตุหนึ่ง คือ มีคนญี่ปุ่นสัญชาติบราซิลอพยพกลับญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก  ในปี 1993 พบว่า ระบบการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะคนงานต่างชาติ กลายเป็นช่องทางให้เกิดการหลบอยู่เกินเวลาที่ได้รับอนุญาต ถึง 300,000 คน นับเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับที่ผ่าน ๆ มา
                หน่วยงานรัฐ เริ่มจำแนกชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย (residence) ซึ่งต่างจากชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติญี่ปุ่น   ในช่วงเวลานี้ ชาวบ้านลูกหลานคนเกาหลี เริ่มเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งใน อปท  บางคนได้เป็นเจ้าหน้าที่ของอปท

กรอบคิดที่ขับเคลื่อนนโยบาย Tabunka Kyosai
Tabunka แปลว่า “ระหว่าง/นานาวัฒนธรรมเชิง” (multicultural / intercultural) ส่วน kyosai แปลว่า การมีชีวิตอยู่ร่วมกัน (co-living)  รวมกันเป็นคำศัพท์ใหม่ที่มีพลัง  “การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวัฒนธรรม”
                “ศูนย์การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวัฒนธรรม” (Tabunka Kyosai Center) ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในโอซากา เมื่อ 1995 เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชาวต่างชาติที่เป็นเหยื่อแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ (Great Hanshi Earthquake) จากนั้นมาชื่อนี้ก็ได้แพร่หลาย ถูกใช้ในกิจกรรมไม่เพียงเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ แต่รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ชาวต่างชาติต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน

            2000s
รัฐบาล อปท เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายภายใต้หัวข้อ “การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวัฒนธรรม” อย่างเป็นระบบ   ในปี 2005 เมื่อเทศบาลเมืองคาวาซากิ ออกระเบียบให้เป็นแนวทางการส่งเสริมการสร้างสังคมที่หลากวัฒนธรรม ที่สามารถดำรงชีพอยู่ร่วมกันได้ ต่อมาในกลางปี 2007 จังหวัด Miyagi ได้ออก พรบ ในทำนองเดียวกัน
                การที่ คำว่า “การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวัฒนธรรม” ได้กลายเป็นคำราชการในระดับท้องถิ่น มีอานิสงค์ต่อการจัดสรรงบประมาณ เพื่อจัดกิจกรรมและสร้างกลไกขับเคลื่อนต่างๆ

การก่อตัวของสภาส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวัฒนธรรม (Council for Promotion of Intercultural Living)

ก.      ระดับท้องถิ่น
ตั้งแต่ปี 2001 เทศบาล 13 แห่งใน Hanamatzu และ Oizumi ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากเป็นพิเศษ ได้ทยอยกันจัดตั้งสภาเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวต่างชาติ จนในที่สุด ปลายปี 2010 ได้มีการแถลง Ota Declaration   จากนั้น เทศบาลอีก 28 แห่ง ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด Gunma ได้จัดตั้งสภาทำนองเดียวกันในท้องที่ ในปี 2004

ข.     ระดับชาติ
                หลังจากการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นมา 30 ปี รัฐบาลกลางจึงขานรับด้วยการจัดทำเอกสารทางการรับรองสิทธิของชาวต่างชาติ ในธันวาคม 2005 ที่เน้นการบูรณาการประเด็นชาวต่างชาติในระดับนโยบาย นอกเหนือไปจากการควบคุมคนเข้าเมือง  กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการที่กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร (MIC Ministry of Internal Affairs and Communication) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้น ในกลางปี 2005 ผลงาน คือแผนการส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น ในมีนาคม  2006 และในเดือนถัดไป รายงานชิ้นนี้ ก็ได้เข้าสู่การอภิปรายในสภาเศรษฐกิจและการเงินแผ่นดิน

ยุทธศาสตร์สู่นโยบายของการอยู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรม
-           การสื่อสาร
-           การดำรงชีพ
-           การสร้างชุมชน
-           ระบบที่สร้างความชอบธรรมต่อการสร้างชุมชนที่เอื้อต่อการอู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรม

ตลอดเวลา 30 ปี กระบวนการรณรงค์ได้สื่อประเด็นปัญหาที่ชาวบ้านต่างชาติประสบในชีวิตประจำวัน สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความตื่นตัวในสาธารณชนและเจ้าหน้าที่ อปท   มีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถยกตัวอย่างและติดตามมาตรการที่ใช้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเทียบกับปีก่อนๆ   การสร้างเครือข่าย เช่น กลไกการเชื่อมโยงระหว่างสภาต่างๆ ข้ามจังหวัด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกลายเป็นฐานการขับเคลื่อนร่วมกัน ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย รวมทั้งชาวบ้านต่างชาติ   นี่เป็นพื้นฐานของการสร้างชุมชนที่มีชีวิต นอกเหนือจากระบบสาธารณูปโภคและการบริการต่างๆ  เมื่อการขับเคลื่อนจากฐานรากสามารถทำให้รัฐบาลกลางเห็นถึงความจำเป็น และเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนนโยบาย  เจตจำนงทางการเมือง (political will) จึงเกิดขึ้นในรัฐบาลกลาง  ยกระดับประเด็น การอยู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรม ให้เป็นองค์ประกอบของหลักการ “ปรับตัวจากท้องถิ่นสู่นานาชาติ” (local internationalization)
                แม้ว่ากรอบคิด Tabunka Kyosai จะยังไม่สามารถหยั่งรากลึกในรัฐบาลกลาง แต่การนำเสนอเป็นชุดมาตรการที่เป็นระบบในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรม เป็นการมอบเครื่องมือให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม  นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สภาเศรษฐกิจและการเงินแผ่นดินพิจารณารายงาน (เมษายน 2006) และนายกรัฐมนตรี Koizumi Junichiro ออกปากรับรองว่า เป็นมาตรการที่จำเป็นสำหรับประเทศ และมีคำสั่งให้แต่งตั้งตณะกรรมการศึกษาการประสานงานระหว่างกระทรวงขึ้น ซึ่งหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี Abe Shinzo ได้นำไปปฏิบัติตาม
                ผลคือ ชาวบ้านต่างชาติมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณะเท่าเทียมกับชาวบ้านญี่ปุ่น ทำให้ชาวบ้านต่างชาติมีชีวิตประจำวันที่ง่ายขึ้น ได้รับการศึกษา  สภาพการทำงานที่มีมาตรฐาน รวมทั้งมีการทบทวนแก้ไขระบบการลงทะเบียน
                ในเดือนกันยายน 2008 วิกฤตเศรษฐกิจ Lehman ได้ส่งผลให้มีการลอยแพคนงานสัญชาติบราซิลออกจำนวนมาก   สำนักงานประสานงานระหว่างกระทรวงเพื่อสนับสนุนชาวบ้านต่างชาติ ได้ขับเคลื่อนคณะรัฐมนตรีให้มีมติช่วยเหลือชาวบ้านต่างชาติในยามวิกฤตดังกล่าว

ข้อวิจารณ์
1.       กระทรวงยุติธรรม ขานรับนโยบายนี้ ในมีนาคม 2010  โดยการบูรณาการในแผนพื้นฐานฉบับที่ 4 ในด้านการควบคุมคนเข้าเมือง  แต่ปัจจัยที่ขานรับ มาจากความห่วงใยต่ออัตราการลดลงของประชากรญี่ปุ่นในวัยทำงาน มากกว่ามาจากความตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของชาวต่างชาติ   การขานรับของรัฐบาลจึงเป็นการตัดไฟต้นลม เพื่อชาวต่างชาติจะได้ไม่ต้องเรียกร้อง หรือก่อความไม่สงบ  ในสิงหาคม 2010 นโยบายพื้นฐาน เน้นที่ชาวบ้านต่างชาติที่เป็นลูกหลานชาวญี่ปุ่น และให้รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างหลักประกันให้เกิดการยอมรับคนกลุ่มนี้ และให้ทำรายงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมของแต่ละวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลี จีน และฟิลิปปินส์
2.     การแก้กฎหมายควบคุมคนเข้าเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรญี่ปุ่นได้
3.     จำเป็นที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ใหม่ ที่จะรับมือกับปัญหาเนื่องมาจากการลดลงของประชากรวัยทำงาน  จากปัญหานิเวศ และจากความผันผวนในระบบการเงินโลก  วิสัยทัศน์ใหม่นี้ จะต้องสอดคล้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ปัจจัยที่เกื้อหนุนการผลักดันจากล่างขึ้นบน
1.       การสร้างเครือข่ายในระดับ อปท  เสียงจากชุมชนชาวบ้าต่างชาติ และแรงกดดันจากภาคประชาสังคม นอกจากนี้ ภาคธุรกิจ ก็มีบทบาทสำคัญ เพราะพึ่งแรงงานต่างชาติ  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเอ็นจีโอ เพราะมีกระแสชาตินิยม ทำให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันมาก ในทางกลับกัน ก็ทำให้มีความชอบธรรมที่จะพ่วงประเด็นของชาวต่างชาติ ไปกับกระแสตื่นตัวด้านการละเมิดสิทธิ์
2.     กรอบคิด Tabunka Kysai ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย  รัฐบาลกลางแบ่งรับแบ่งสู้   ส่วนฝ่ายซ้ายวิจารณ์ว่า เป็นมาตรการกลืนสัญชาติ/วัฒนธรรม มากกว่าการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่คณะกรรมการรณรงค์ใช้คำว่า “ระหว่างวัฒนธรรม” หรือ “นานาวัฒนธรรม” (interculture) แทนคำว่า “วัฒนธรรมเชิงซ้อน” (multiculture)
3.     พลังการขับเคลื่อนในระดับฐานมาจากความร่วมมือระหว่างตัวแทนชาวบ้านต่างชาติ  นักวิชาการ  เอ็นจีโอตั้งแต่ยุค 1980s  และการทำงานด้านข้อมูลที่เป็นระบบ
4.     การผลักดันที่เป็นกระบวน ทำให้ อปท ตอบรับ และให้งบในการก่อตั้งกลไกหรือฐาน/ชัยภูมิการทำงานขับเคลื่อนต่อเนื่องในรูปของสภาส่งเสริมการพึ่งพากันระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสถานภาพที่ประกันความมั่นคง ยั่งยืน ในการรณรงค์  สภาเหล่านี้ มีหน้าที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านต่างชาติรวมตัว และช่วยเหลือกันเอง

การเคลื่อนไหวในโลก
EU ได้มีโครงการเมืองนานาวัฒนธรรม (Intercultural Cities Program) ในปี 2008


[i] International Workshop
Japan’s National and Local Policy for Multicultural Community
Building: What Implications for Thailand?
Organized by
Center for Peace and Conflicts Studies, Chulalongkorn University
Co-organized by
Chula Global Network
Asian Research Center for Migration
Japan Foundation Bangkok
API Fellowships Program