วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตรึกคิด งานฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล (6-8 มีค. 2011)

3-8-11 วันสตรีสากลที่ 100  ก็ผ่านไปด้วยการเดินขบวนตามประเพณี  ส่วนระบบ 3/8 ก็ต้องต่อสู้กันต่อไป  เพียงแต่ไม่จำกัดที่แรงงานในโรงงาน  คำถามคือ มนุษย์เรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง ทำงานเพื่ออะไร?
                ในยุคไฮเทค คนมีโอกาสหลายคนกลายเป็น workaholic จนลืมดูแลสุขภาวะทั้งทางกาย จิตใจ จิตวิญญาณของตัวเอง หรือไม่มีเวลากับครอบครัว ดูแลความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติ  ในภาวะเช่นนี้ คนมีโอกาส ก็ถูกคุกคามไม่น้อยไปกว่าคนด้อยโอกาส  ต่างกันเพืยงที่ คนด้อยโอกาส ทำเท่าไร ก็ไม่พอกิน  หากยังติดในวัตถุ / บริโภคนิยม
ในด้านหนึ่ง ความไม่รู้จักพอ เป็นเชื้อของความรุนแรงและการเบียดเบียนจากในสู่นอก  อีกด้านหนึ่ง คือ ความไม่เป็นธรรมในสังคม
                คนรวย แม้มีเงินซื้อที่ดินมากมายเป็นกรรมสิทธิ์ แต่ก็ได้ถอนรากตัวเอง ไม่สามารถเป็นชาวนา “ติดดิน”  ส่วนชาวไร่ชาวนาที่ “ติดดิน” ก็มักจะด้อยโอกาส เมื่อเทียบกับชาวเมือง...ในที่สุด ก็กำลังถูกถอนรากเช่นกัน   เมืองที่เจริญรุ่งเรือง กำลังจู่โจมคุกคามชนบท “ที่ล้าหลัง” มากยิ่งขึ้น   ในภาวะวิกฤตโลกร้อน  มาตรการแก้ไข เช่น คาร์บอนเครดิต กลับถูกบิดเบือน “แปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน” กลายเป็นเครื่องมือ (ผู้บริหารบรรษัทข้ามชาติและผู้บริหารในภาครัฐร่วมกันใช้กลไกอำนาจรัฐ) ลงโทษ หรือสร้างความชอบธรรม ในการเบียดขับชาวบ้าน—หญิง ชาย เด็ก คนชรา พิการ...ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์--ที่เคยอยู่อาศัย เคียงคู่ร่วมกับป่า … เพียงเพราะพวกเขาไม่เคยลงทะเบียน เพราะ “รัฐ” เข้าไม่ถึงพวกเขาในอดีต
                ในนามของ “ความมั่นคงของมนุษย์” “ความมั่นคงของอาหาร” และ “ความมั่นคง...ทุกๆ อย่าง” ได้กลายเป็นวาทกรรมที่สร้างความชอบธรรม เพื่อลิดรอนสิทธิ์ของคนตัวเล็กตัวน้อย ที่ได้ถูกรับรองด้วยวาทกรรมของ “สิทธิมนุษยชน” “สิทธิชุมชน” หรือ “อธิปไตยทางอาหาร” ฯลฯ  ทั้งสองวาทกรรมรับรองโดยสหประชาชาติ
                สังคมเมืองติดหล่มไฮเทค ที่หิวพลัง “มักง่าย” เพื่อให้เกิดไฟฟ้าขับเคลื่อนตั้งแต่เครื่องจักร ... จนถึงแอร์และหม้อหุงข้าว  วัดถูกแทนที่ด้วยมหกรรมช๊อปปิ้ง—สวรรค์นักบริโภค—ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะผลิตโดยเครื่องจักรที่ไร้มนุษยธรรม ไร้จิตวิญญาณ แต่ประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้ เม็ดเงินจึงกลายเป็นเทพเจ้าสูงสุด และความหลงงมงายจึงไม่เจือจางไปจากสังคมไทย  แรงงานของคนทำงานส่วนใหญ่ ก็ยังคงเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้เครื่องจักรเดินต่อไปได้ ตลอดเวลา
                ชาวเมืองจึงมีความสะดวกสบายในการบริโภค มีแต่สินค้าสำเร็จรูป อาหารจานด่วน ฯลฯ ที่สร้างขยะมหาศาล … และความหิวโหยทางจิตวิญญาณ

                100 ปี สตรีสากล สังคมกำลังมุ่งหน้าไปทิศไหน?

                เสียงเพลงและดนตรี “หญิงกล้า” ที่ดังกระหึ่มต้อนรับนายกฯ เมื่อออกจากลิฟต์ (6 มีค.) ยังกระหึ่มในหู
                แต่พวกเราเหล่าผู้หญิงยังเชื่อคำร้องในบทเพลงนั้นไหม?
    หรืองานฉลองทั้งหมด เป็นเพียงฉากหนึ่งสำหรับการถ่ายภาพที่ระลึก?
    มันเป็นพิธีกรรมสัญลักษณ์ประจำปีที่พิเศษกว่าปีอื่น
    หรือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่ศตวรรษหน้า ด้วยความหวัง

100 ปี ที่แล้ว บรรดาย่า ยาย ทวด ที่เป็นแรงงานหญิงต่อสู้เพราะถูกกดขี่จนตรอก เป็นหรือตายมีค่าเท่ากัน จึงฮึดสู้ หวังว่าชีวิตแรงงานคงจะดีขึ้นในศตวรรษหน้า  วันนี้ เราร่วมรำลึกและฉลองพงศาวดารนั้น เรามองเห็นอะไรใน 10 ปีข้างหน้า?

สำหรับดิฉัน ในภาพแรก เห็นแต่ความมืดมน
เราทุกคนคลานออกมาจากครรภ์มารดา เมื่อตายแล้ว ก็คืนกลับสู่อ้อมกอดของพระแม่ธรณี
แต่ที่ๆ เรามา กับที่ๆ เราจะไป มันช่างดูไร้ศักดิ์ศรีเสียเหลือเกิน

ครรภ์มารดา เป็นอู่ชีวิตที่หล่อเลี้ยงพวกเราแต่ละคนตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน  อุปกรณ์ที่ธรรมชาติมอบหมายให้เป็นสมบัติของสตรีเพศ  และพึงเป็นสิทธิ์ที่สตรีเพศจะบริหาร รักษา และใช้อุปกรณ์นี้   ทุกวันนี้ กลับถูกคุกคาม ย่ำยีอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การข่มขืน ค้ามนุษย์เพื่อการประเวณี จนถึงการอุ้มบุญ   มันไม่ใช่เป็นการประทุษร้ายแค่ปัจจเจก แต่เป็นการลบหลู่แหล่งฟูมฟักมนุษยชาติ ... จากตัวเรา จนถึงอนุชนต่อๆไป  … และเมื่อเรากลับชาติมาเกิดเป็นคนในวัฏสงสารนี้อีก
พระแม่ธรณี ในยุคของเรา เต็มไปด้วยขยะ สารเคมี ของเสียจากโรงงาน และครัวเรือนเมือง ... รวมทั้งจากบ้านและที่ทำงานของเราเอง  เราบริโภคเกินอัตภาพของเราหรือเปล่า?  ในขณะเดียวกัน ป่าไม้ก็หดหาย กลายเป็นหย่อมเรือนที่เหมือนเตาอบติดแอร์  ผิวพื้นโลกปุปะด้วยรูเหมืองร้าง  ขยะไม่เพียงเป็นมลพิษเจือปนไปใน ดิน น้ำ อากาศ แต่รวมถึงเสียงดัง และภาพโฆษณาอุดจาดในที่สาธารณะเมือง … นี่หรือ คือความเจริญที่บรรดาย่ายาย ทวด ที่ต่อสู้เมื่อ 100 ปีก่อนอยากเห็น?

เมื่อเราทำลายและทำร้ายครรภ์มารดาทั้งสองแห่งนี้ได้ ทำไมเราจะฆ่ากันเองไม่ได้?   หากเทียบอัตราการตายในสงครามโลกทั้งสองครั้ง กับสงครามการค้าเสรี...ความเจริญ...ที่กำลังเกิดขึ้น ตัวเลขคงน่าตกใจ

ถึงกระนั้น การฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล โดยมีกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีเป็นแกนนำครั้งนี้ ก็ได้ฉายอีกภาพให้เห็น ซึ่งอาจเป็นก้าวใหม่ที่มีความหวัง

  1. การโอบผู้หญิงทำงานทุกภาคส่วน ให้เข้ามาร่วมฉลองโดยเปิดพื้นที่ให้ ด้วยการเชิญเป็นวิทยากรขึ้นเวทีร่วมกันข้ามชนชั้น ข้ามสาขาอาชีพ ข้ามเพศและข้ามพรมแดน รวมทั้งมีผู้ชายร่วมในทุกระดับ แต่ผู้หญิงร่วมกันตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะเป็นงานฉลองของผู้หญิง
  2. การจัดการกับวิกฤตและความขัดแย้ง ด้วยการใช้วิธีเจรจาต่อรอง เช่น กรณีคุณจิตรา  (ที่ชูป้ายและตะโกนด่านายกอภิสิทธิ์ ด้วยความเจ็บใจ เพื่อแย่งหน้าสื่อเอาความทุกข์ร้อนของตนเป็นเอก แต่ได้สร้างความเสียหายแก่ที่ประชุม และความอึดอัดใจแก่ทั้งเพื่อนแรงงาน คณะผู้จัด และความลำบากใจแก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย) แทนที่จะใช้อำนาจบังคับขับไล่ให้ออกจากที่ประชุม ผู้รับผิดชอบแสดงความอดทน เจรจา ขัดตาทัพ ไม่ได้ “ขืนใจ” ให้เก็บป้าย  แม้ผลจะไม่พึงประสงค์ในระดับหนึ่ง แต่ในอีกระดับหนึ่ง ทำให้นายกฯ ได้พิสูจน์ความเป็น “ผู้ใหญ่” และทำให้หลายคนเห็นใจนายกฯ มากยิ่งขึ้น  
  3. การปฏิสัมพัทธ์แบบ “ร่วมคิด ร่วมทำ” แม้จะดูเหมือนอ่อนแอในด้านการจัดการ การสื่อสาร  ขาดการติดตามหรือบริการอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวน แต่ก็มีการยื่นมือเข้าจัดการ ค้ำจุนตามกำลัง ในทุกๆ ช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การแถลงข่าว เตรียมงาน จัดสถานที่ จนถึงการสิ้นสุดรอบแรกด้วยการเดินขบวนในวันที่ 8 มีนาคม  งานจึงลื่นไหลไปได้ด้วยดี เพราะมีคนไม่นิ่งดูดาย และยังเชื่อในเพลง “หญิงกล้า”
หัวใจของงานฉลอง 100 ปีนี้ ที่เข้มข้นในวันที่ 6-7-8 มีนาคม เป็นเสมือนการมาบรรจบของแม่น้ำสามสาย อันมีสายแรงงานเป็นหลัก เป็นวาระที่พบปะกับสายวรรณกรรม-ศิลปะ และสายการเมือง-การปกครอง  เป็นภาพของการผสมผสานของสายน้ำเป็นเกลียวที่มีพลัง กระแทกเป็นคลื่นอย่างสนุกสนาน รวมทั้งเกิดระลอกคลื่นกระทบฝั่ง...แสดงพลังและศักยภาพของหญิงไทย... ก่อนที่จะแยกกันไหลต่อไป 

การปฏิสัมพัมธ์ของกระบวนผู้หญิงเช่นนี้ เป็นเหมือนน้ำในมหาสมุทรที่มีพลวัตตลอดเวลา  ของเสียที่แข็งทื่อ ในที่สุดก็จะถูกตีแยกให้ขึ้นฝั่ง หรือติดกับกิ่งกอให้เน่าผุ กลายเป็นดินต่อไป

ตราบเท่าที่ขบวนผู้หญิงยังคิดและเคลื่อน ไม่ใช่น้ำเน่าที่ขังเฉยแฉะ พื้นที่เปิดนี้ ก็จะสามารถแยกแยะ ให้ของแข็งกลายเป็นดิน โคลนตม  บัวที่เกิดจากโคลนตม คือ ปัญญาที่เกิดจากความกล้าหาญที่จะโอบ และเผชิญหน้ากับ “ความไม่มั่นคง” / ความเปราะบาง อย่างมีสติ และไม่ใช้ความรุนแรง  นี่เป็นภาพบวก หรือพลังบวกของผู้หญิง ที่ดิฉันเห็นในการร่วมจัดงานฉลอง 100 ปี ครั้งนี้ แสดงออกผ่านตัวพี่ๆ น้องๆ ที่ร่วมมือร่วมใจ ให้อภัย ให้กำลังใจ ยืดหยุ่น เสียสละ ตามกาล ตามวาระ เพื่อส่วนรวม ... หนทางเส้นนี้ ยังไม่สิ้นสุด มันเป็นเพียงก้าวแรกสู่การ “ต่อสู้” ร่วมกันในประวัติศาสตร์หน้าใหม่  ต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ตราบเท่าที่ พี่ๆ น้องๆ หญิงทำงานทั้งหลาย ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ กลั่นกรอง นิยาม ตั้งคำถาม แสวงหาคำตอบ จากในสู่นอก และทบทวนความสัมพันธ์ที่มีชีวิตจากนอกสู่ในทุกลมหายใจ   10 ปีข้างหน้า ก็ยังมีความหวัง  เราเลือกได้ว่าจะเป็นน้ำเน่านิ่ง หรือน้ำหลากที่มีชีวิต และหล่อเลี้ยงชีวิต

สตรี สร้างสรรค์ สันติ
ดรุณี

เจตนารมณ์ผู้หญิงทำงาน 8 มีนาคม 2011

เจตนารมณ์ผู้หญิงทำงานไทย
ในวาระการฉลอง 100 ปีสตรีสากล

วันสตรีสากลได้เวียนมาครบรอบหนึ่งศตวรรษ  “33 เครือข่ายและองค์กรทำงานเกี่ยวกับผู้หญิง” ซึ่งมีกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีเป็นแกนนำ 

นี่เป็นบทบาทที่สมควร เพราะกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เป็นสหภาพคนงานผู้หญิงที่เชื่อมต่อกันในแนวราบกับผู้หญิงทำงานทั้งหลาย แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิลาคลอดแก่คนทำงานหญิง นั่นคือ สิทธิของผู้หญิงทำงานในการเป็นมารดา อันเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน  ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของผู้หญิง แต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของสังคมโดยรวม ที่จะปกป้องและคุ้มครองให้ผู้หญิงทำงาน ได้เป็นมารดาที่ดี เพื่อร่วมกันดูแลอนาคตของชาติ และมนุษยชาติ

ในปีนี้ ผู้หญิงทำงาน ได้แสดงเจตนารมณ์การทำงาน “เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”  ว่าต้องมาจาก
-          ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม  การงานที่มั่นคง และสวัสดิการที่ทั่วถึงและครอบคลุม
-          เป็นการย้ำระบบสามแปด คือ ผู้หญิงพึงหาเลี้ยงชีพและบำรุงครอบครัวได้ด้วยการทำงาน 8 ชั่วโมง เพื่อจะได้มีเวลาอีก 8 ชั่วโมงศึกษาพัฒนาตน และอีก 8 ชั่วโมงพักผ่อน
-          ในปีนี้ ผู้หญิงทำงานได้เรียกร้องให้ พ่อมีสิทธิลาคลอดด้วย เพื่อจะได้ช่วยแม่ที่เตรียม หรือ ฟื้นฟูหลังคลอด ในการช่วยดูแลลูก

จึงขอเวียนส่งคำประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งครอบคลุมผู้หญิงทำงานทุกภาคส่วน เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ยังเป็นอู่แห่งชีวิต และเป็นแหล่งอารยธรรมแรกที่อนาคต...ที่มากับทารกแต่ละคน…จะต้องผ่าน

หญิง ชาย และคนข้ามเพศ ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
มีสิทธิร่วมสร้างให้สังคมเป็นธรรมได้เท่ากัน
จึงเป็นหน้าที่ของสังคม และภาครัฐที่จะสร้างหลักประกันนี้

นับถือ

ดรุณี
.............

ประกาศเจตนารมณ์
 “ผู้หญิงทำงาน   สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน”
ในวาระการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี วันสตรีสากล ๘ มีนาคม
(พ.ศ.๒๔๕๔-๒๕๕๔)
แถลงต่อ  
ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี

โดย  
๓๓ เครือข่ายองค์กรแรงงาน 
องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง และ
องค์กรสิทธิมนุษยชน[i]
๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔    
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๘ มีนาคม ๒๔๕๔ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว   คนงานหญิงในภาคอุตสาหกรรมหลายประเทศพร้อมใจกันเดินขบวนแสดงพลัง  เรียกร้องค่าจ้างที่เป็นธรรม  ลดชั่วโมงการทำงาน และ เพิ่มสวัสดิการ  คือเรียกร้องการทำงานระบบสามแปด“ทำงาน ๘ ชั่วโมง พักผ่อน ๘ ชั่วโมง และแสวงหาความรู้ ๘ ชั่วโมง”     เรียกร้องให้ค่าจ้างหญิงชายต้องเท่ากันในงานประเภทเดียวกัน      ต้องคุ้มครองสวัสดิภาพผู้หญิงและเด็ก   และเรียกร้องสิทธิทางการเมืองของผู้หญิง  การแสดงพลังต่อเนื่องจนสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 8 มีนา เป็นวันสตรีสากล     
“๘ มีนา” จึงเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของผู้หญิง และความเสมอภาคหญิงชาย   ซึ่งหมายรวมถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน  เคียงบ่าเคียงไหล่ชาย    อุดมการณ์ของผู้หญิงเป็นสิ่งดีงามเพื่อทุกคนในสังคม  จึงควรได้รับการสนับสนุนจากผู้ชายและทุกภาคส่วนในประชาสังคมโลก
๑๐๐ ปีที่ผ่านมา  ทั่วโลกได้ยอมรับแล้วว่า“ผู้หญิง”คือเพศที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ชาย     มีบทบาทร่วมสร้างสรรค์สังคมให้พัฒนาก้าวหน้า  ในทุกชุมชน  ทุกประเทศ  ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก 
แต่ทุกวันนี้  ในสังคมไทยที่เชิดชูคุณค่า “แม่”     ชีวิตจริงของผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ทุกกลุ่มอาชีพ     ยังไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในระบบสามแปด    เพราะค่าตอบแทนการทำงานที่ไม่เป็นธรรม     สวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานไม่เพียงพอ         ตลอดจนไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมตัดสินใจ ในทางการเมืองทุกระดับ   รวมทั้งในการจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
กระแสเศรษฐกิจโลกแบบทุนนิยม ได้คุกคามความเป็นมนุษย์ของเพศหญิง (และผู้มีความหลากหลายทางเพศ )    จนผู้หญิงต้องตกอยู่ในสถานภาพที่เปราะบาง  เสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบ  ถูกกดขี่ขูดรีด  ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องละทิ้งบ้านเกิดเข้ามาในเมือง  หรือย้ายถิ่นข้ามชาติ   เพื่อหารายได้เลี้ยงตนและครอบครัว     ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ   แรงงานนอกระบบ   แรงงานภาคบริการ   ลูกจ้างชั่วคราวในหน่วยงานของรัฐ          รวมทั้งผู้หญิงที่ทำงานในบ้านให้ครอบครัวใน  ตลอดจนแรงงานรายวันในภาคเกษตรและประมง      ผู้หญิงทำงานทุกคนจึงเป็นพลังเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าความมั่งคั่งแก่สังคมไทยตลอดมา   
ในขณะเดียวกัน  ผู้หญิงก็ยังคงทำหน้าที่ของแม่  ของลูกสาว  และของภรรยา เป็นผู้ดูแลความอยู่ดีมีสุขของทุกคนในครอบครัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชรา คนพิการ  และผู้ป่วย      แต่คุณค่าของผู้หญิงในฐานะคน ทำงานที่มีศักดิ์ศรีของมนุษย์เท่าเทียมชาย  ในฐานะแม่ที่ดูแลกล่อมเกลาอนาคตของชาติ ...กลับถูกมองข้าม    สังคมไทยยังไม่มีหลัก ประกันสวัสดิการพื้นฐานแก่พลเมืองจากเกิดจนตาย   และไม่มีแม้แต่ศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ  ราคาถูก     กระจายเพียงพอในทั่วประเทศ   และที่สำคัญคือยังไม่มีการบริการให้สอดคล้องกับเวลาของผู้หญิงทำงาน  
นอกจากนี้ผู้หญิงจำนวนมากยังถูกกระทำจากความรุนแรง  ตั้งแต่ในครอบครัว    จนถึงการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน  การค้ามนุษย์   รวมทั้งการประสบอันตราย และความเจ็บป่วยในการทำงาน  
วันสตรีสากล ๘ มีนา ปีนี้     เครือข่ายองค์กร ๓๓ แห่ง  จากองค์กรแรงงานทั้งภาครัฐและเอกชน   องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง   องค์กรสิทธิมนุษยชน และผู้แทนจากหลากสาขาอาชีพ   เช่น  ศิลปิน  กวี   นักเขียน   ผู้พิการ  เกษตรกร  ชนเผ่า มุสลิม และผู้แทนหญิงจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลี  ฟิลิปปินส์   เนปาล และกัมพูชา   จึงขอร่วมกันประกาศเจตนารมณ์การเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี วันสตรีสากล ร่วมกับขบวนผู้หญิงทั่วโลก   เพื่อรำลึกถึงพลังการต่อสู้ของขบวนผู้หญิง ที่ไม่เคยท้อถอยหรือหยุดนิ่ง   เพื่อสิทธิความเสมอภาค  ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน


ข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนร่วมกัน
ต่อสังคมและรัฐบาล  
ในโอกาส ๑๐๐ ปีวันสตรีสากล

“ผู้หญิงทำงาน   ต้องการคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน 
เพื่อผู้หญิง และทุกคน”

(๑)   ผู้หญิงทำงานทุกกลุ่ม  ต้องได้ทำงานในระบบสามแปดที่เป็นจริง        โดยมีระบบสวัสดิการสังคมที่จำเป็นจากเกิดจนตาย   ทั้งแรงงานในระบบ   นอกระบบ   ลูกจ้างภาครัฐ   หญิงบริการ  แรงงานเกษตรและประมง    เพราะค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมและไม่พอเพียง  ทำให้คนทำงานหญิงส่วนใหญ่ต้องอดทนทำงานเกินวันละ ๘ ชม.
-ให้แรงงานหญิงเกษียณจากการทำงานเมื่ออายุ ๖๐ ปี  
-ยอมรับหญิงบริการ  แรงงานนอกระบบ   แรงงานภาคเกษตร และประมง    เข้าสู่ระบบประกันสังคม โดยรัฐบาลช่วยส่งเงินสมทบในอัตราไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง  ให้มีระบบบำนาญประชาชน    และให้รัฐตั้งกองทุนเพื่อสวัสดิการสุขภาพและสังคม   แก่คนอาชีพบริการ โดย หักจากภาษี ธุรกิจภาคบันเทิง และ การท่องเที่ยว
-ต้องมีมาตรการเด็ดขาดห้ามการเลิกจ้างคนท้อง   ส่งเสริมให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ     ราคาถูก    กระจายทั่วถึงในชุมชน  โรงงาน  หน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน          และจัดเสริมเจ้าหน้าที่บริการดูแลให้สอดคล้องกับเวลาของผู้หญิงทำงานอย่างจริงจัง  
-รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา      ในการได้รับสวัสดิการค่าจ้างในช่วงที่ไม่ได้ทำงานเพราะการคลอดบุตร  การคุ้มครองสุขภาพแม่และเด็ก   โดยให้พ่อมีสิทธิลางานดูแลลูกและแม่หลังคลอดบุตรเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง

(๒)  ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้หญิง  อย่างมีคุณภาพ    วันนี้ยังคงมีผู้หญิงที่เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเพราะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกในอัตราสูง        ทั้งที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้   ถ้ามีระบบการตรวจสุขภาพที่ครบถ้วน  มีคุณภาพ   บริการฟรีหรือราคาถูก และเข้าใจผู้หญิง
-ส่งเสริมการแพทย์ที่ป้องกันความปลอดภัย และดูแลรักษาโรคภัยที่เกิดจากการทำงาน  จนถึงระดับสถานีอนามัย  เพื่อคุ้มครองดูแลโรคภัยต่อระบบอนามัยเจริญพันธุ์  จากสารเคมีภาคเกษตร

(๓) การคุ้มครองดูแลผู้หญิงจากทัศนคติ “เหมารวม”และ “เลือกปฏิบัติ” ต่อผู้หญิง  ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตั้งท้องไม่พร้อม   ความรุนแรงในครอบครัว   การคุกคามทางเพศและถูกข่มขืน  การส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ-ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน   กระบวนการยุติธรรมที่มีอคติทางเพศ   ตลอดจนสิทธิผู้มีความหลาก หลายทางเพศ

(๔) ผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจและวางแผนทุกระดับ  เช่น คณะกรรมการไตรภาคี  กรรมการองค์กรอิสระ  และ การมีสัดส่วนนักการเมืองหญิงเพิ่มขึ้นทุกระดับ

ผู้หญิงทำงาน  คือผู้สร้างสรรค์โลกครึ่งหนึ่ง   
ในโอกาสเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีวันสตรีสากล  ๘ มีนา ๒๕๕๔
พวกเรามาร่วมกันในโอกาสนี้ เพื่อขับเคลื่อน
ระบบสามแปด  
สิทธิประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม  และ
คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของผู้หญิงทำงาน
เพราะ
นี่คือคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคนนั่นเอง...


       ๓๓ เครือข่ายองค์กร 
                ๑.   กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี (WWUG)
๒.   กลุ่มเพื่อนประชาชน
๓.   กลุ่มศึกษาพรรคการเมืองทางเลือก
๔.   คณะกรรมการเครือข่ายพลังสตรีเพื่อการปฏิรูป
๕.   คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
๖.   คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
๗.   คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
๘.   เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ
๙.   เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม (SIRNet)
๑๐. เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย (WREST)
๑๑. เครือข่ายสหภาพแรงงานสากล (UNI-TLC)
๑๒.โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (TLC)
๑๓.โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๑๔. มูลนิธิ 14 ตุลา
๑๕. มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร
๑๖. มูลนิธิผู้หญิง (FFW)
๑๗. มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  (TLM)
๑๘. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  (SDFT)
๑๙. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
๒๐. มูลนิธิเพื่อนหญิง (FOW)
๒๑. มูลนิธิเพื่อแรงงานหญิง (CAW)
๒๒. มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เครือข่ายพนักงานบริการ (EMPOWER)
๒๓. มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นเนล (ประเทศไทย) (ActionAid)
๒๔. โรงงานสมานฉันท์ (DR)
๒๕. ศูนย์รณรงค์เพื่อสิทธิแรงงาน
๒๖. สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.)
๒๗. สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย
๒๘. สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา
๒๙. สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
๓๐. สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF)
๓๑. สหพันธ์แรงงานนานาชาติ กิจการเคมีภัณฑ์พลังงานเหมืองแร่และแรงงานทั่วไป (ICEM)
๓๒. สหพันธ์แรงงานเพื่อกิจการบริการสาธารณูปโภคระหว่างประเทศ (PSI)
๓๓. สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องหนังแห่งประเทศไทย